จีนพบคดีหลอกลวงออนไลน์ฉวยโอกาสจากโควิด-19 กว่า 7,500 ราย

กระแสตื่นกลัวโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ที่ทำให้หน้ากากอนามัยและอุปกรณ์ป้องกันขาดตลาด เปิดช่องให้มิจฉาชีพฉวยโอกาสหลอกลวงออนไลน์ ทางการจีนได้รับแจ้งคดีหลอกลวงจนถึงวันที่ 24 กุมภาพันธ์แล้วกว่า 7,500 คดี รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 192 ล้านหยวน (กว่า 866 ล้านบาท)

รายงานของกระทรวงความมั่นคงสาธารณะจีนและเทนเซ็นต์ ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตรายใหญ่ของจีนระบุว่า คดีร้อยละ 96.9 เป็นเรื่องหน้ากากอนามัย การหลอกลวงออนไลน์เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมานานแล้ว แต่ในภาวะที่คนตื่นกลัวโรคโควิด-91 ระบาด จึงมีผู้ตกเป็นเหยื่อมากมายในบรรดาผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในจีนทั้งหมด 800 ล้านคน จีนมีประชากร 1,400 ล้านคน แต่กำลังการผลิตหน้ากากอนามัยอยู่ที่วันละ 22 ล้านชิ้น ทำให้หลายคนหันไปหาซื้อผ่านกลุ่มสนทนาออนไลน์ส่วนตัว

นักออกแบบกราฟฟิกสตรีวัย 21 ปี ชาวเมืองฉางซา มณฑลหูหนานทางใต้ของจีนตั้งกลุ่มวีแชทชื่อ “เหยื่อหลอกลวงหน้ากากอนามัยออนไลน์” ตั้งแต่ต้นเดือนกุมภาพันธ์ มีคนเข้าร่วมราว 170 คน ทั้งหมดถูกหลอกให้โอนซื้อเงินหน้ากากอนามัยที่ขาดตลาดเพราะต้องการซื้อหาให้ตนเองและญาติมิตร ผู้ก่อตั้งกลุ่มเผยว่า แพลตฟอร์มชอปปิงทุกแห่งไม่มีหน้ากากอนามัยขาย เธอจึงไปถามหาในเวยปั๋วที่เป็นบล็อกขนาดเล็ก มีคนแปลกหน้าทักตอบ คิดราคา 1,000 หยวน (ราว 4,515 บาท) ต่อ 100 ชิ้น เธอรู้ว่าเสี่ยงแต่ก็หลงเชื่อเพราะชายคนนี้คุยกับเธอผ่านข้อความเสียง อ้างว่าเป็นคนบ้านเดียวกัน แถมยังโพสต์ว่าจะบริจาคหน้ากากอนามัยให้เมืองอู่ฮั่นด้วย เธอโอนเงินให้ผ่านเวยปั๋วแล้วมิจฉาชีพรายนี้ก็หายไป

นอกจากนี้ยังมีคดีแฮกเกอร์ใช้ซอฟต์แวร์ประสงค์ร้ายหรือมัลแวร์และอีเมลหลอกลวงกับผู้ที่หาข้อมูลเกี่ยวกับไวรัส ศูนย์รับมือเหตุฉุกเฉินไวรัสคอมพิวเตอร์แห่งชาติของจีนเผยว่า แฮกเกอร์ใช้หัวข้ออย่าง “ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่” หลอกให้คนคลิกลิงก์ในอีเมลและวีแชทกรุ๊ปเพื่อขโมยข้อมูลส่วนตัวและเอกสารในคอมพิวเตอร์ บริษัทความปลอดภัยไซเบอร์ในฮ่องกงแห่งหนึ่งระบุว่า แฮกเกอร์เหล่านี้เป็นพวกไร้หัวใจและไม่สนใจอะไรอยู่แล้ว ยิ่งตั้งหัวเรื่องน่าตื่นตกใจ ยิ่งทำให้คนคลิกลิงก์โดยไม่ทันคิด เช่น ส่งอีเมลอ้างว่าเป็นของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐ พร้อมกับแนบลิงก์รายชื่อผู้ป่วยโควิด-19 ฉบับปรับปรุง แต่เมื่อคลิกลิงก์จะกลายหน้าเพจที่ขอให้ใส่ชื่อและรหัสผ่านเข้าอีเมลเอาต์ลุคของไมโครซอฟต์ หากหลงเชื่อก็เท่ากับบอกข้อมูลสำคัญให้แก่แฮกเกอร์ไปแล้ว

Scroll to top